http://saran.yuwanna.com/2011/11/f-commerce.html
http://www.bloggertipsandtricks.com/2007/06/how-to-add-shopping-cart-to-your-blog.html
http://www.makemoney-school.com/howpaypal-signup.html
blogger class at TK Park
Sunday, June 24, 2012
Saturday, June 23, 2012
ทัพรถเด่น-สำนักแต่ง-สินค้าดัง ตระการตา
สุดอลังการในวันเปิดงานจัดแสดงรถแต่งและอุปกรณ์โมดิฟาย ‘บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต ซาลอน 2012’
โดยบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท อินสไพร์ เอนเตอร์เทนเม้นท์ จำกัด จัดเต็มเพื่อผู้ที่ชื่นชอบความแรง ความเร็ว และความสวยงาม นอกจากผู้จัดฯ ได้ยกทัพขบวนรถแต่งจากสำนักชื่อดัง ซึ่งเคยโชว์ในโตเกียว อินเตอร์เนชั่นแนล ออโต ซาลอน 2012 จากญี่ปุ่นเมื่อต้นปี มาจัดแสดงร่วม 30 คัน บริษัทรถในไทย เช่น โตโยต้า มาสด้า ฮอนด้า และซูซูกิ สำนักแต่ง รวมถึงผู้นำเข้าอิสระ ผู้จำหน่ายของแต่ง หรือบริษัทน้ำมันยักษ์ใหม่อย่างปตท. ก็ไม่น้อยหน้า จัดรถเด่น รถแรง รถสวย และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ร่วมโชว์กันเต็มพื้นที่
ชมภาพสดจากงานแบบบรรยากาศรวมๆ และหลายบูทหลัก ในวันเปิดงาน 21 มิ.ย. และในวันต่อเนื่องไปจะเป็นการรายงานเจาะลึกในแต่ละบูท ตลอดงาน 11 วัน
ฮอนด้า : ตั้งชื่อบูทด้วยชื่อชุดแต่ง ‘โมดูโล’ อันเป็นชุดแต่งแท้ของฮอนด้า โชว์รถ 6 คัน เด่นด้วยคอนเซปต์คาร์ ซีอาร์-ซี ทีเอส-วันเอ็กซ์ อยู่บนแท่นด้านหน้า, ซีอาร์-ซี, แจ๊ซ อาร์เอ็มแซด-วัน พร้อมซีวิคใหม่อีก 2 คัน ทุกคัน ล้วนตกแต่งด้วยชุดพาร์ตโมดูโลรอบคัน นอนจากนี้ก็มีแจ๊ซ ตัวแข่งวันเมคเรซ
โตโยต้า : ยกทัพรถเด่นรุ่นใหม่ๆ มานับ 10 คัน ไฮไลต์บนแท่นด้านหน้าเป็นรถสปอร์ตสีแดง ไฮบริด คอนเซปต์ ทู บาย กาซู เรซซิ่ง, บนแท่นด้านหลังเป็น 86 สไตล์รถแข่ง อิกนิ่ง โปรเจ็กต์มิว เรซซิ่ง, เรียงด้านข้างเป็นรถแต่ง 86 แอลเอ็กซ์ โหมด ไทร์ จีที ลิมิเต็ด นอกนั้นเป็นรถในสายการผลิตแต่งสไตล์ทีอาร์ดี เช่น วิออส โคโรลล่า และฟอร์จูนเนอร์ สปอร์ตติโว
ซูซูกิ : โชว์รถ 5 คันแบ่งเป็น 2 ซีก ไฮไลต์บนแท่นเดี่ยวเป็นสวิฟท์ เอส คอนเซปต์ 3 ประตู นำเข้ามาแสดงโดยเฉพาะโดดเด่นด้วยสีเหลืองทองและชุดพาร์ตสปอร์ตรอบคัน อีกด้านของบูทเป็นสวิฟท์ 5 ประตูอีก 4 คัน มาพร้อมแนวการตกแต่งหลากสไตล์ทั้งเซอร์กิต และสตรีทยูส
มาสด้า : ลงทุนแต่งรถในสายการผลิตจนแปลกตาครบรุ่นในหลากสไตล์ โชว์รถแต่ง 6 คัน เช่น มาสด้า 2 เมโทรเอลิแกนซ์ ซีดาน แต่งแนววีไอพี และมาสด้า2 เมโทร สปอร์ต 5 ประตู ผสมผสานสไตล์รถแข่งเข้ากับแฟชั่นยุคใหม่ โดยมีไฮไลต์ คือ ธริลลิ่ง 50 คอนเซปต์คาร์ รถปิกอัพ บีที50 โปร ถูกปรับแต่งใหม่ด้วยชุดพาร์ตแบบสปอร์ต พร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ดีไซน์ใหม่ และล้อแม็กโครเมียม 22 นิ้ว
มิลลิเนียม ออโต้ : นำ 2 แบรนด์ดังยุโรปร่วมแสดง คือ มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู นับ 10 คันเป็นรุ่นปรับแต่งทั้งหมด ไฮไลต์เด่นเป็นคูเปอร์เวิร์ค เอส เวอร์ชัน เจซีพียู ปรับแต่งทั้งรูปลักษณ์ภายนอก-ภายใน เครื่องยนต์และระบบช่วงล่าง อีกรุ่นคือ บีเอ็มดับเบิลยู 325 ไอ คอนเวทเทเบิลเอ็มเพาเวอร์
นิชคาร์ : นำขบวน โลตัส อิลิส 1.6 ตัวแข่งเซอร์กิต และเซฟตี้คาร์มาแสดง ซึ่งเตรียมแข่งในรายการโลตัส คัพ ไทยแลนด์ 2012 รวมถึงลัมบอร์กินี ซูเปอร์เลจเจร่า มาโชว์อย่างตื่นตา
ท็อปโมสต์ ออโต อิมพอร์ต : งานนี้จัดรถร่วมโชว์ 9 คัน ทั้งยุโรปและญี่ปุ่น เช่น ปอร์เช่ คาร์เยน, พานาเมรา โตโยต้า เอสติมา โดยรถไฮไลต์เป็นโตโยต้า 86 ที ลิมิเต็ด แต่งแนวเรซซิ่ง ด้วยล้อโวล์ค แกรมไลท์ ฟิ๊ฟตี้เซเว่น เอ็กซ์-ตรีม ขนาด 19 นิ้ว พร้อมชุดช่วงล่างซูม และเบรกโปรเจ็กต์มิว
บีอาร์จี : ยกขบวนรถยุโรปชั้นสุดหรูร่วมโชว์ 8 คัน เช่น ปอร์เช่ พานาเมรา, แลนด์โรเวอร์ อีโว๊ค, แอสแอลเค 250 มอร์เซเดส-เบนซ์ ล้วนเพิ่มความเท่ดุดันด้วยชุดแอโรพาร์ต, ท่อไอเสีย และล้อแม็กของคาร์ลสัน-Carlsson
อีตั้น อิมปอร์ต : งานนี้เน้นชุดแต่งแอร์โร่พาร์ตและล้อแม็ก โชว์ 2 รุ่นหรู เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี250 และฮอนด้า สเต็ปแวกอน ตกแต่งรอบคันด้วยชุดแต่งวาลด์-WALD ในแบบสปอร์ตสุดหรูกับชุดสปอร์ตไลน์ ของรุ่นแบล็ก ไบซัน Black Bison ชุดแต่งที่ได้รับความนิยมสูงสุดในต่างประเทศ
คาวาลลิโน มอเตอร์ : ยกขบวนซูเปอร์คาร์สายพันธุ์ม้าลำพองหลายรุ่นร่วมโชว์ 5 คัน โดดเด่นสุดด้านหน้าเป็น 458 สไปเดอร์, 458 อิตาเลีย และ 599 จีทีบี ฟิออราโน
ลักชัวรี ออโต้ อิมพอร์ต (แอลเอไอ) : นำรถอิมพอร์ตรุ่นใหม่โมเดลปี 2012 จากญี่ปุ่นร่วมอวดโฉม 3 คัน โดดเด่น คือ โตโยต้า วิช และเวลไฟร์
บูทต่างๆ ในงานมีมากกว่านี้ แต่พื้นที่หน้ากระดาษจำกัด ในวันต่อเนื่องไปจะทยอยมานำเสนอทั้งภาพและรายละเอียดกันอีก
หัวใจทระนงของชายคนหนึ่ง
เมื่อจรดนิ้วเพื่อเขียนถึง ''หนู'' ธราวุธ นพจินดา น้องชายของผม มโนภาพมันก็ไหลไปเรื่อยๆ
ภาพแรกกลับเป็นภาพขาวดำสามพี่น้อง นิดหน่อย (โย่ง), น้อย (น้องสาวคนกลาง) และก็หนูน้องคนสุดท้องของครอบครัวนพจินดาในวัยไร้เดียงสา คงเป็นภาพที่ถ่ายสมัยพ่อแม่รับราชการอยู่ที่ลพบุรี เมื่อนานแสนนานมาแล้ว ภาพนี้ติดอยู่ที่ผนังห้องรับแขกของบ้านมาตลอด ไม่ว่าบ้านจะย้ายไปไหน ในวันเวลาของชีวิตครอบครัวนี้
เมื่อสิบห้าปีก่อน ผมเงยหน้าดูภาพนั้นที่บ้านโย่งอยู่นาน ในคืนแรกๆ ที่กลับมาจากงานศพของเขาก็เพียงพินิจอยู่ที่ภาพของโย่งเท่านั้น ไม่ได้จับตาอยู่ที่น้องอีกสองคนคือน้อยกับหนู
วันนี้ นาทีนี้ ผมไม่ได้เห็นภาพนั้นอีก แต่ที่ผุดขึ้นมามโนภาพก็คือภาพของ หนู อายุขวบเดียวกระมัง ใส่เสื้อกางเกงเอี๊ยมเหมือนตุ๊กตา ยืนซุกมืออยู่ในกระเป๋ากางเกง ท่าทางแก่น ตาจับจ้องตรงเขม็ง
ใครดูภาพนั้นก็คงนึกเหมือนกันว่า...ไอ้ตัวเล็กนี่ไม่ใช่ธรรมดา ท่าทางเอาเรื่อง...ผิดกับพี่ชายที่ท่าสบายๆ อมยิ้มเล็กน้อย
บางทีนั่นคือ บุคลิกอันแตกต่างระหว่างพี่ชายคนโตกับน้องชายคนเล็ก
ผมยังคิดถึงเรื่องเล่า ที่โย่งเล่าว่า สมัยเด็กๆ อยู่ลพบุรี สามพี่น้องแย่งกันกินน้ำอัดลมใส่ขันแช่น้ำแข็ง น้อยได้ก่อน และไม่ให้พี่ชายน้องชายที่รอคิว ไอ้น้องชายคนเล็กถือมีดของเล่นอยู่ในมือ พี่ชายคนโตบอกปาใส่เลย ไอ้ตัวเล็กไม่รอช้าทำทันที ถึงมันแค่มีดของเล่นทื่อๆ ก็เป็นเรื่องที่พ่อจะต้องชำระความ
คนโดนตีน่วมกลับไม่ใช่มือมีด หากเป็นผู้บงการ โย่งโดนตีน่วม ส่วนหนูโดนเผียะเดียว
โย่งเล่าว่า ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจ เมื่อโตแล้วจึงเข้าใจ หากผมกลับเข้าใจมากกว่าเขาว่า...อย่าว่าแต่วัยเดียงสาเลย หากทบทวนดีๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ในชีวิต ขอเพียงพี่ชายคนโตบอก น้องคนเล็กก็พร้อมปฏิบัติทันทีเสมอมิใช่หรือ
ผมคิดถึงภาพพี่น้องคู่นี้ ครั้งเราเป็นนักเรียนประจำ โย่งเข้าโรงเรียนก่อนสองปีหนูก็เข้าตาม ตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น แล้วก็เดินตามรอยพี่ชายมาต้อยๆ
เวลาลงสนามฟาดแข้งกีฬาโปรดของพวกเรา หนูจะตัวเล็กที่สุด แต่การจะยืนหยัดท่ามกลางดงแข้งของพวกพี่ที่โตกว่าได้นั้น ไม่เพียงแค่ต้องมีเชิงลูกหนังที่ดี หัวใจต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ กับการโดนเตะด้วยตีนที่โตกว่า ทว่าสำคัญกว่านั้นก็คือ แม้ตีนเล็กกว่าก็ต้องกล้าเตะคืน
ไอ้ตัวเล็กมันก็ไม่เคยถอย จนพวกพี่ๆ ต้องรักน้ำใจ รุ่นเดียวกันก็ยกให้เป็นพวกเต้ย หัวกะทิในรุ่น
หนู ตัวมันสักกะเปี๊ยก ตอนเล่นฟุตบอลรุ่นเล็ก ยังเป็นตัวจริงรุ่นกลางด้วย พอเขยิบมารุ่นกลางก็ยังเป็นตัวจริงรุ่นใหญ่ กีฬาก็เล่นทุกชนิด ชนะเลิศในโรงเรียนก็หลายประเภท เป็นหัวหน้าคณะก็เป็น เส้นทางชีวิตในวัยนั้น ดูท่าน้องจะแซงหน้าพี่ชายด้วยซ้ำ
เมื่อยามที่ครอบครัวสูญเสียพ่อ พี่ชายตัดสินใจใช้ปริญญาชีวิตมหาวิทยาลัยโลก สมัครงานเป็นนักข่าวกีฬา แม่จะได้ไม่ต้องแบกภาระส่งลูกเรียนสามคน แค่นี้ก็พอจะดูแลแม่ดูแลน้องตามประสา
นับแต่วันที่พี่เสียสละ ในฐานะเสาหลักของครอบครัว น้องชายก็เคารพนับถือพี่ชายยิ่งกว่าแค่พี่ ยามคนคู่นี้คุยกัน น้องชายเรียกพี่ว่า ''คุณ'' พี่ชายเรียกน้องว่า ''ตาหนู'' เหมือนแม่เรียก น้องชายเรียกตัวเองว่า.. ''หนู'' เป็น น้องหนู ของครอบครัว
เมื่อพี่ชายก้าวเดินในวิถีอาชีพนักข่าวกีฬาเต็มตัว วิถีชีวิตที่พบพานงานที่รัก นายที่ยอดเยี่ยม เพื่อนร่วมงานก็ล้วนคือสหายน้ำมิตร ได้รู้ว่าอาชีพนี้ได้ดีได้ มั่นคงเพียงพอ ถ้ารักและทุ่มเท
นั่นแหละ น้องชายจึงได้รับอนุญาตให้เดินตาม ด้วยความลิงโลดว่าอาชีพนี้ก็เป็นความฝันของเขานับแต่เห็น
พี่ชายได้เงินเดือนมาให้แม่ในเดือนแรกของการทำงานแล้ว
''น้องหนู'' คือนามปากกาที่พี่ชายตั้งให้ ถือเป็นนามปากกาครู เขาก็ใช้นามปากกาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงงานสุดท้ายแห่งชีวิตของตน
วิถีชีวิตของหนู ก็เหมือนเดินตามเงา เดินตามรอยเท้าของพี่ชาย
เขาถูกส่งไปเป็นนักข่าวของสตาร์ซอคเก้อร์ ประจำการที่กรุงลอนดอน, ประเทศอังกฤษเป็นคนแรก เป็นเสาต้นแรกที่คุณระวิ โหลทอง ส่งไปปักหลัก ใช้แรงงานการทำงานในรุ่นบุกเบิก
ไม่ว่าวันเวลานั้นจะมีความหนักหน่วงมีหวาน มีขม แต่มันก็คือความสำเร็จ ปักเสาสร้างเพิงก่ออิฐก้อนแรก ให้แบบอย่าง ให้เส้นทาง วิถีแห่งการทำงานอย่างมืออาชีพ สู่รุ่นน้องสายเลือดสยามสปอร์ตฯ ที่ถ่ายทอดพันธุกรรมเลือดเข้ม ความทระนง รอแยลตี้ สืบต่อกันมา เกือบสามสิบปี ยี่สิบกว่ารุ่นจนบัดนี้
ผู้บุกเบิกดุจเสาต้นแรกก็ย่อมเป็นตำนาน เส้นทางการเดินทางไปทำข่าวฟุตบอลโลก, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหลายต่อหลายครั้ง รายงานเรียงร้อยตัวอักษรสู่คนอ่าน ก่ำประสบการณ์ กำไรชีวิต
เขาเป็นหนึ่งที่เป็นความฝันของเด็กหนุ่มรุ่นหลัง ที่หวังทะเยอทะยานเอาเยี่ยง อยากเป็นเช่นเขา
เมื่อพี่ผันตัวเป็นคนโทรทัศน์ อ่านข่าว พากย์กีฬา เขาก็เดินตามรอยเท้าอีกเช่นกัน
ผู้คนมากมาย รู้จัก ''น้องหนู'' จากข้อเขียนและนามปากกา หากมีคนกลุ่มหนึ่ง รู้จัก ''พี่หนู'' ของพวกเขา
ไอ้ตัวเล็กที่ไม่ใช่ธรรมดา จากภาพในวัยไร้เดียงสา เติบใหญ่ตามรอยเท้าพี่ชาย ก็ยังคงเป็นผู้ชายที่ไม่ธรรมดา
ผมคิดถึงแม่อุไร
แม่อุไรพูดถึงหนู ลูกชายคนเล็กว่า...มันคนวันเสาร์ ดื้อยังกะอะไร ไม่เหมือนพี่ชายหรอก ขานั้นเขาใจเย็นยังกับพระ ตาหนูนี่มันร้อน มันลูกผู้ชายแบบพ่อ รักเพื่อน รักลูกน้อง ถึงไหนถึงกัน บุหรี่ เหล้า ห้ามไม่ฟังหรอก แต่มันดีที่กตัญญูรู้คุณคน ยังเคารพพี่ชาย โดนพี่ปรามแรงๆ มันก็เชื่อ ยอม มันยอมใครเสียที่ไหนเล่า...
แม่อุไรรักหนู แบบแม่รักลูกคนสุดท้อง
ครั้งหนึ่ง หนูกลับมาบ้านตอนเช้า นอนตีแปลงหลับขวางบ้านในห้องรับแขก แม่อุไรเดินมาพูดกลั้วหัวเราะด้วยเอ็นดู...ไอ้วัวตัวยังก๊ะควาย...
ผมกับโย่งหัวเราะ...แม่ ตกลงตาหนูมันเป็นอะไรล่ะ
ใครที่มักตั้งคำถาม ไม่ว่าในแง่ใดว่า...ทำไมหนูไม่เหมือนโย่ง
แม่อุไรที่รู้จักลูกชายทั้งสองดีที่สุดยิ่งกว่าใครในโลก บอกไว้นานแล้วประมาณนี้แหละครับ
บุคลิกก็เหมือนในภาพเก่าที่ผมอ้างถึง คนหนึ่งยังกับพระ อีกคนทระนงไม่ใช่ธรรมดา จะ ''มีดี'' เหมือนกันได้อย่างไร
โย่งเป็นคนอันเป็นที่รักของคนมากมายมหาศาล จากบุคลิกของเขาในฐานะบุคคลสาธารณะ ความใจดี ตลก มีเมตตาของน้องๆ
ส่วน ''หนู'' นั้น อาจมีคนรักหลากหลายไม่เท่าพี่ชาย หากกลุ่มคนที่รักเขานั้นคือกลุ่มคนที่ใกล้ชิดแบบรู้จักตัวตนของหนู ไม่ว่าในสถานะของเพื่อนพ้องน้องพี่ นักข่าวกีฬา คนที่เคยร่วมงาน โดยเฉพาะนักข่าวกีฬาต่างประเทศสายเลือดสยามสปอร์ตฯ รุ่นแล้วรุ่นเล่า (ถามเถอะครับ ใครก็ได้)
กลุ่มคนเหล่านี้ล้วนรักนับถือเทิดทูน ''พี่โย่ง'' กับ ''พี่หนู'' ของพวกเขา แต่เป็นรักนับถือที่ต่างกัน
ใครก็ตามที่กล่าวว่า...พี่โย่ง ลูกพี่กูเฟ้ย...เป็นเอกสิทธิ์ที่กล่าวอ้างให้ความภาคภูมิใจ
ใครก็ตามที่กล่าวว่า...พี่หนู ลูกพี่กูนะ...มันเข้มข้นกว่า มันสัมผัสได้ถึงรสชาติแห่งความทระนง ลูกผู้ชายน้อยกว่านี้ได้อย่างไร
ลูกน้องกราบพี่โย่งแล้วไว้บนหิ้ง แต่กับพี่หนู ไหว้แล้วขอนั่งข้างๆ ให้พี่หนูสั่งสอนวิถีลูกผู้ชาย (สมัยหนุ่มๆ ต้องถึงเช้า ไม่เห็นจีวรเหลืองๆ พระบิณฑบาตไม่เลิก)
คนที่นับถือตัวเอง จะเรียกใครว่าเป็น ''ลูกพี่'' ได้สักกี่คน และจะมีคนสักกี่คนที่มีคุณสมบัติเป็นลูกพี่คนได้มากมาย
''หนู'' ธราวุธ นพจินดา เป็นลูกพี่ของลูกน้องมาตลอดชีวิต นับแต่วัยเด็ก จนวันสุดท้ายของชีวิต
เมื่อหนูแต่งงาน มีลูกมีเมีย เขาก็เป็น ''แฟมิลี่แมน'' ที่น่ารัก เป็นสามีที่รักเกรงใจภรรยา เป็นพ่อที่ทำทุกอย่าง ทำงานหนัก เก็บเงินไว้เพื่อลูกเสมอ
เวลาชีวิตของหนูแบ่งให้กับ งาน ลูกเมีย เล่นกีฬา และเป็นลูกพี่ที่มีเพื่อนมีลูกน้องหลากรุ่นล้อมรอบด้วยความเฮฮาหฤหรรษ์ ที่เขาขอกับภรรยาว่า...นี่คือความสุขของเขา
เมื่อมีอายุมากขึ้น เขาก็ทอนเวลา ความสุขส่วนตัวน้อยลงไปเรื่อยๆ เพื่อสุขภาพตัวเองและความสบายใจของภรรยาอันเป็นที่รัก
คนเราเกิดมา สร้างตัวตน ให้คนรอบตัวรักในสถานะที่แตกต่างถึงปานนี้ ไยจะต้องพิสูจน์อะไรอีก
วิถีชีวิตของหนู สองสามปีที่ผ่านมาเขามีความสุขอย่างยิ่ง กับการได้มาเป็นเฟืองสำคัญในการบุกเบิกสถานีกีฬาสตาร์ซอคเก้อร์ทีวี ในเครือสยามสปอร์ตฯ อย่างเต็มตัว อันเสมือนการได้กลับบ้านคืนสู่เหย้า เป็นทั้งครู ทั้งรุ่นพี่ ลูกพี่ของเด็กรุ่นใหม่
เป็นทั้งความอบอุ่นใจของคนสายเลือดเดียวกันที่มี ''พี่หนู'' ของพวกเขาใกล้ๆ ตัว
แต่ก็นั่นแหละครับ กำหนดแห่งชีวิต พรหมลิขิตขีดเส้นชะตากรรมไว้ ใครเล่าจะคาด
เมื่อสิบห้าปีก่อน ที่โย่งจากไปด้วยหัวใจวายเฉียบพลัน ผมรู้สึก สวรรค์ไม่มีตา ฟ้าไม่มีน้ำใจ
คนดี คนอันเป็นที่รักพรากเขาไปทำไมจากโลกนี้ในวัยเพียง 44
หากมาถึงวันเวลาของ ''หนู'' ธราวุธ นพจินดา ที่จากโลกนี้ไปด้วยอาการไม่แตกต่างไปกว่าพี่ชายเลยสักนิด หัวใจวายเฉียบพลัน ในวัย 56 ผมก็ยังรู้สึกไม่แตกต่างกับความเจ็บช้ำ คับแค้นฟ้า สวรรค์ไม่มีตา
หนูเอ๋ย...ทำไมช่างเดินตามรอยพี่ชายถึงปานนั้น
ลูกผู้ชายหัวใจเสริมใยเหล็ก วลีนี้ทำไมใช้ไม่ได้กับหนูนะ
แต่ให้รู้เถอะว่า หัวใจของหนูถึงมันจะพอใจหยุดแค่นี้ หากทุกอณูคือเนื้อเยื่อแห่งทระนงลูกผู้ชายที่หนูพิสูจน์ยามมีลมหายใจมาแล้วทั้งสิ้น
ทิ้งกังวล ทิ้งเรื่องราวของโลกนี้ไป อย่าห่วงลูกเมีย หนูยังมีคนอันเป็นที่รักมากมายที่ดูแลของรักของหนู ให้สุขสบาย
ภาพวันที่ลอยอังคารโย่ง ฝากสายน้ำสายลมกลางทะเล ผมยืนชิดติดกับหนูที่ท้ายเรือ ช่วยกันค่อยๆ ปล่อยเถ้าอัฐิสีขาวผ่านกลีบดอกกุหลาบสีแดงที่โรยลอยบนผิวน้ำ ที่เป็นผงก็ขุ่นขาวอ้อยอิ่ง ที่เป็นชิ้นเล็กๆ ก็วะวับลงไปอย่างรวดเร็ว
คืนวันจาก สะอื้นไห้ อีกเจ็ดวันก็ไหว้ร่างในโลง พาส่งคืนกลับมาดรแห่งธรรมชาติ มองดูควันบนยอดเมรุ แล้วที่สุดก็เหลือเพียงกองเถ้าอัฐิ ที่ปล่อยวางไปกับมือสู่แม่พระสมุทร...ไม่เหลืออะไรเลย นอกจากความทรงจำ
ภาพนั้นย่อมเหมือนภาพซ้ำไม่ผิดเพี้ยน เปลี่ยนเพียงไม่มีหนูบนเรือ และเป็นพวกเราที่ไปส่งหนู สุดที่จะส่งได้อีกแล้ว
พี่ก็ส่ง น้องก็ส่ง สุดสายที่ปลายมือ ผมคงร้าวใจ แล้วเข้าใจอนิจจังแห่งชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
เราเพียงยืมเวลามาโลดแล่น ยืมมากยืมน้อยก็แค่ยืม แล้วก็คืนไปเมื่อหมดเวลาของตัวเอง
พี่รักหนูดุจน้องชายแท้ๆ นับถือน้ำใจทระนงของหนู ที่เกิดมาเพื่อเป็น ''ลูกพี่'' ของใครต่อใคร
ฝากความคิดถึงไปยังโย่งและแม่อุไรด้วยนะ
สักวัน เราคงได้พบกัน
ยอดทอง
ยอดชาย ขันธะชวนะ
อัซซูรี่ 4-3-1-2 ซดสิงโต

ถัดจากรอบแรกที่อิตาลีต้องลุ้นกันสุดเฮือดจนถึงวินาทีสุดท้าย ลุ้นสนามตัวเอง จบแล้วต้องไปลุ้นสนามอื่น แต่เกมวันอาทิตย์นี้ ไม่ต้องลุ้นเวทีไหน นอกจาก (โอลิมปิก สตเดี้ยม) ในการหวดรอบก่อนรองชนะเลิศพบ อังกฤษ หนึ่งในทีมขวัญใจมหาชนชาวไทย
งานนี้ "สถิติ" ของอัซซูรี่ทีเจอกันมาดีกว่าครับ รวมทุกรายการพบกัน 22 ครั้ง อิตาลีชนะ 9, เสมอ 6 ส่วนอังกฤษชนะ 7
เห็นสถิติแบบนี้แล้วเบาใจหน่อยครับ ในยูโรรอบสุดท้าย เจอกันหนเดียวปี 1980 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพเอง ขุนพลมะกะโรนีก็ชนะไป 1-0 คราวนั้น
มาดูเรื่องการจัดทัพบ้าง หลังจากใช้ระบบ 3-5-2 แม้ว่ารูปเกมดูดี แต่ก็อึดได้แค่ 60-70 นาที เวลาที่เหลือมักเร่งไม่ขึ้น ทำให้สองเกมแรกในรอบแอรก อัซซูรี่ทำได้แค่เสมอเท่านั้น พอเปลี่ยนมาเป็นระบบ 4-3-1-2 ที่สาวกมะกะโรนีเคยหนาว เพราะอุ่นเครื่องพ่ายรัสเซียถีง 0-3 ก่อนมายูโรนั้น ตอนแรกก็ยังหวั่นๆ แต่ "เชซาเร่ ปรันเดลลี่" เชื่อว่าระบบนี้ค่อนข้างสมดุลย์สำหรับทีมและนักเตะที่มี ปรับเปลี่ยนง่าย แล้วก็ทำให้ทีมชนะเป็นเกมแรกด้วย ในแมตช์ชนะไอร์แลนด์ 2-0
แนวรับ : 4 ปราการหลังเมื่อขาด จอร์โจ้ คิเอลลินี่ ที่บาดเจ็บ "เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่" ก็สวมบทบาทแทนทันที ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟคู่กับ "อันเดรีย บาร์ซายี่" ตำแหน่งแบ็กขวายังเป็นของ "อินยาซิโอ อบาเต้" เหมือนเกมกับไอริช ส่วน คริสเตียน มาจโจ้ ตัวจริงสองเกมแรก หลุดเป็นสำรองต่ออีกนัด แบ็กซ้ายเป็น "เฟเดริโก้ บัลซาเร็ตติ" สำหรับ เอมานูเอเล่ จัคเครินี่ ที่เป็นตัวจริงเกมกับสเปนและโครแอท หลุดไปนั่งข้างสนามเช่นกัน
แดนกลาง : ดานิเอเล่ เด รอสซี่ ขึ้นมาเล่นกองกลางตามตำแหน่งถนัดตั้งแต่เกมกับไอริช นัดนี้ยืนสามประสานร่วมกับ "อันเดรีย ปิร์โล่" และ "เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ" ส่วนตำแหน่งเกมรุกนั้น ปกติเป็น "ติอาโก้ ม็อตต้า" แต่ยังต้องเช็คฟิตอีกครั้ง ถ้าลงไม่ไหว จะส่ง "ริคคาร์โด้ มอนโตลิโว่" ลง หรือมิเช่นนั้น ถ้าส่ง "อันโตนิโอ โนเชริโน่" เล่น ก็จะให้ยืนเป็นสามประสานกับ เด รอสซี่ และ มาร์คิซิโอ ส่วน ปิร์โล่ ถอยไปยืนต่ำ
คู่หอก : อันโตนิโอ คาสซาโน่ ยืนพื้นอยู่แล้ว ขณะที่ อันโตนิโอ ดิ นาตาเล่ กลับไปเป็นสำรองอย่างเก่า "มาริโอ บาโลเตลลี่" ที่ลงเป็นสำรองเกมกับไอริชและยิงประตูได้ ดูจะเรียกความเชื่อมั่นจากเทรนเนอร์ปรันเดลลี่ได้อีกครั้ง นัดนี้กลับมาเป็นตัวจริงตามเดิม
อัซซูรี่สูตร 4-3-1-2 จะผ่านอังกฤษ ตบเท้าเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้หรือไม่ คืนวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายนนี้ ช่วยเชียร์กันนะครับ!
Friday, June 22, 2012
Subscribe to:
Comments (Atom)







