Saturday, June 23, 2012

หัวใจทระนงของชายคนหนึ่ง




เมื่อจรดนิ้วเพื่อเขียนถึง ''หนู'' ธราวุธ นพจินดา น้องชายของผม มโนภาพมันก็ไหลไปเรื่อยๆ

ภาพแรกกลับเป็นภาพขาวดำสามพี่น้อง นิดหน่อย (โย่ง), น้อย (น้องสาวคนกลาง) และก็หนูน้องคนสุดท้องของครอบครัวนพจินดาในวัยไร้เดียงสา คงเป็นภาพที่ถ่ายสมัยพ่อแม่รับราชการอยู่ที่ลพบุรี เมื่อนานแสนนานมาแล้ว  ภาพนี้ติดอยู่ที่ผนังห้องรับแขกของบ้านมาตลอด ไม่ว่าบ้านจะย้ายไปไหน ในวันเวลาของชีวิตครอบครัวนี้

เมื่อสิบห้าปีก่อน ผมเงยหน้าดูภาพนั้นที่บ้านโย่งอยู่นาน ในคืนแรกๆ ที่กลับมาจากงานศพของเขาก็เพียงพินิจอยู่ที่ภาพของโย่งเท่านั้น ไม่ได้จับตาอยู่ที่น้องอีกสองคนคือน้อยกับหนู

วันนี้ นาทีนี้ ผมไม่ได้เห็นภาพนั้นอีก แต่ที่ผุดขึ้นมามโนภาพก็คือภาพของ หนู อายุขวบเดียวกระมัง ใส่เสื้อกางเกงเอี๊ยมเหมือนตุ๊กตา ยืนซุกมืออยู่ในกระเป๋ากางเกง ท่าทางแก่น ตาจับจ้องตรงเขม็ง

 ใครดูภาพนั้นก็คงนึกเหมือนกันว่า...ไอ้ตัวเล็กนี่ไม่ใช่ธรรมดา ท่าทางเอาเรื่อง...ผิดกับพี่ชายที่ท่าสบายๆ อมยิ้มเล็กน้อย

บางทีนั่นคือ บุคลิกอันแตกต่างระหว่างพี่ชายคนโตกับน้องชายคนเล็ก

ผมยังคิดถึงเรื่องเล่า ที่โย่งเล่าว่า สมัยเด็กๆ อยู่ลพบุรี สามพี่น้องแย่งกันกินน้ำอัดลมใส่ขันแช่น้ำแข็ง น้อยได้ก่อน และไม่ให้พี่ชายน้องชายที่รอคิว ไอ้น้องชายคนเล็กถือมีดของเล่นอยู่ในมือ พี่ชายคนโตบอกปาใส่เลย ไอ้ตัวเล็กไม่รอช้าทำทันที ถึงมันแค่มีดของเล่นทื่อๆ ก็เป็นเรื่องที่พ่อจะต้องชำระความ

คนโดนตีน่วมกลับไม่ใช่มือมีด หากเป็นผู้บงการ  โย่งโดนตีน่วม ส่วนหนูโดนเผียะเดียว

โย่งเล่าว่า ตอนเด็กๆ ไม่เข้าใจ เมื่อโตแล้วจึงเข้าใจ หากผมกลับเข้าใจมากกว่าเขาว่า...อย่าว่าแต่วัยเดียงสาเลย หากทบทวนดีๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ในชีวิต ขอเพียงพี่ชายคนโตบอก น้องคนเล็กก็พร้อมปฏิบัติทันทีเสมอมิใช่หรือ


ผมคิดถึงภาพพี่น้องคู่นี้ ครั้งเราเป็นนักเรียนประจำ โย่งเข้าโรงเรียนก่อนสองปีหนูก็เข้าตาม ตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น แล้วก็เดินตามรอยพี่ชายมาต้อยๆ

 เวลาลงสนามฟาดแข้งกีฬาโปรดของพวกเรา หนูจะตัวเล็กที่สุด แต่การจะยืนหยัดท่ามกลางดงแข้งของพวกพี่ที่โตกว่าได้นั้น ไม่เพียงแค่ต้องมีเชิงลูกหนังที่ดี หัวใจต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ กับการโดนเตะด้วยตีนที่โตกว่า ทว่าสำคัญกว่านั้นก็คือ แม้ตีนเล็กกว่าก็ต้องกล้าเตะคืน

ไอ้ตัวเล็กมันก็ไม่เคยถอย จนพวกพี่ๆ ต้องรักน้ำใจ รุ่นเดียวกันก็ยกให้เป็นพวกเต้ย หัวกะทิในรุ่น

หนู ตัวมันสักกะเปี๊ยก ตอนเล่นฟุตบอลรุ่นเล็ก ยังเป็นตัวจริงรุ่นกลางด้วย พอเขยิบมารุ่นกลางก็ยังเป็นตัวจริงรุ่นใหญ่ กีฬาก็เล่นทุกชนิด ชนะเลิศในโรงเรียนก็หลายประเภท เป็นหัวหน้าคณะก็เป็น เส้นทางชีวิตในวัยนั้น ดูท่าน้องจะแซงหน้าพี่ชายด้วยซ้ำ

เมื่อยามที่ครอบครัวสูญเสียพ่อ พี่ชายตัดสินใจใช้ปริญญาชีวิตมหาวิทยาลัยโลก สมัครงานเป็นนักข่าวกีฬา แม่จะได้ไม่ต้องแบกภาระส่งลูกเรียนสามคน แค่นี้ก็พอจะดูแลแม่ดูแลน้องตามประสา

นับแต่วันที่พี่เสียสละ ในฐานะเสาหลักของครอบครัว น้องชายก็เคารพนับถือพี่ชายยิ่งกว่าแค่พี่ ยามคนคู่นี้คุยกัน น้องชายเรียกพี่ว่า ''คุณ'' พี่ชายเรียกน้องว่า ''ตาหนู'' เหมือนแม่เรียก น้องชายเรียกตัวเองว่า.. ''หนู'' เป็น น้องหนู ของครอบครัว

 เมื่อพี่ชายก้าวเดินในวิถีอาชีพนักข่าวกีฬาเต็มตัว วิถีชีวิตที่พบพานงานที่รัก นายที่ยอดเยี่ยม เพื่อนร่วมงานก็ล้วนคือสหายน้ำมิตร ได้รู้ว่าอาชีพนี้ได้ดีได้ มั่นคงเพียงพอ ถ้ารักและทุ่มเท

นั่นแหละ น้องชายจึงได้รับอนุญาตให้เดินตาม ด้วยความลิงโลดว่าอาชีพนี้ก็เป็นความฝันของเขานับแต่เห็น
พี่ชายได้เงินเดือนมาให้แม่ในเดือนแรกของการทำงานแล้ว

 ''น้องหนู'' คือนามปากกาที่พี่ชายตั้งให้ ถือเป็นนามปากกาครู เขาก็ใช้นามปากกาตั้งแต่บัดนั้นจนถึงงานสุดท้ายแห่งชีวิตของตน

วิถีชีวิตของหนู ก็เหมือนเดินตามเงา เดินตามรอยเท้าของพี่ชาย
                 
เขาถูกส่งไปเป็นนักข่าวของสตาร์ซอคเก้อร์ ประจำการที่กรุงลอนดอน, ประเทศอังกฤษเป็นคนแรก เป็นเสาต้นแรกที่คุณระวิ โหลทอง ส่งไปปักหลัก ใช้แรงงานการทำงานในรุ่นบุกเบิก
               
ไม่ว่าวันเวลานั้นจะมีความหนักหน่วงมีหวาน มีขม แต่มันก็คือความสำเร็จ ปักเสาสร้างเพิงก่ออิฐก้อนแรก ให้แบบอย่าง ให้เส้นทาง วิถีแห่งการทำงานอย่างมืออาชีพ สู่รุ่นน้องสายเลือดสยามสปอร์ตฯ ที่ถ่ายทอดพันธุกรรมเลือดเข้ม ความทระนง รอแยลตี้ สืบต่อกันมา เกือบสามสิบปี ยี่สิบกว่ารุ่นจนบัดนี้
               
ผู้บุกเบิกดุจเสาต้นแรกก็ย่อมเป็นตำนาน  เส้นทางการเดินทางไปทำข่าวฟุตบอลโลก, ฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรปหลายต่อหลายครั้ง รายงานเรียงร้อยตัวอักษรสู่คนอ่าน ก่ำประสบการณ์ กำไรชีวิต
               
เขาเป็นหนึ่งที่เป็นความฝันของเด็กหนุ่มรุ่นหลัง ที่หวังทะเยอทะยานเอาเยี่ยง อยากเป็นเช่นเขา
               
เมื่อพี่ผันตัวเป็นคนโทรทัศน์ อ่านข่าว พากย์กีฬา เขาก็เดินตามรอยเท้าอีกเช่นกัน
                 
ผู้คนมากมาย รู้จัก ''น้องหนู'' จากข้อเขียนและนามปากกา หากมีคนกลุ่มหนึ่ง รู้จัก ''พี่หนู'' ของพวกเขา
               
ไอ้ตัวเล็กที่ไม่ใช่ธรรมดา จากภาพในวัยไร้เดียงสา เติบใหญ่ตามรอยเท้าพี่ชาย ก็ยังคงเป็นผู้ชายที่ไม่ธรรมดา
             
ผมคิดถึงแม่อุไร
               
แม่อุไรพูดถึงหนู ลูกชายคนเล็กว่า...มันคนวันเสาร์ ดื้อยังกะอะไร ไม่เหมือนพี่ชายหรอก ขานั้นเขาใจเย็นยังกับพระ ตาหนูนี่มันร้อน มันลูกผู้ชายแบบพ่อ รักเพื่อน รักลูกน้อง ถึงไหนถึงกัน บุหรี่ เหล้า ห้ามไม่ฟังหรอก แต่มันดีที่กตัญญูรู้คุณคน ยังเคารพพี่ชาย โดนพี่ปรามแรงๆ มันก็เชื่อ ยอม มันยอมใครเสียที่ไหนเล่า...
                 
แม่อุไรรักหนู แบบแม่รักลูกคนสุดท้อง
               
ครั้งหนึ่ง หนูกลับมาบ้านตอนเช้า นอนตีแปลงหลับขวางบ้านในห้องรับแขก แม่อุไรเดินมาพูดกลั้วหัวเราะด้วยเอ็นดู...ไอ้วัวตัวยังก๊ะควาย...
               
ผมกับโย่งหัวเราะ...แม่ ตกลงตาหนูมันเป็นอะไรล่ะ
               
ใครที่มักตั้งคำถาม ไม่ว่าในแง่ใดว่า...ทำไมหนูไม่เหมือนโย่ง
                 
แม่อุไรที่รู้จักลูกชายทั้งสองดีที่สุดยิ่งกว่าใครในโลก บอกไว้นานแล้วประมาณนี้แหละครับ
                       
บุคลิกก็เหมือนในภาพเก่าที่ผมอ้างถึง คนหนึ่งยังกับพระ อีกคนทระนงไม่ใช่ธรรมดา จะ ''มีดี'' เหมือนกันได้อย่างไร
                   
โย่งเป็นคนอันเป็นที่รักของคนมากมายมหาศาล จากบุคลิกของเขาในฐานะบุคคลสาธารณะ ความใจดี ตลก มีเมตตาของน้องๆ
                 
ส่วน ''หนู'' นั้น อาจมีคนรักหลากหลายไม่เท่าพี่ชาย หากกลุ่มคนที่รักเขานั้นคือกลุ่มคนที่ใกล้ชิดแบบรู้จักตัวตนของหนู ไม่ว่าในสถานะของเพื่อนพ้องน้องพี่ นักข่าวกีฬา คนที่เคยร่วมงาน โดยเฉพาะนักข่าวกีฬาต่างประเทศสายเลือดสยามสปอร์ตฯ รุ่นแล้วรุ่นเล่า (ถามเถอะครับ ใครก็ได้)
               
กลุ่มคนเหล่านี้ล้วนรักนับถือเทิดทูน ''พี่โย่ง'' กับ ''พี่หนู'' ของพวกเขา แต่เป็นรักนับถือที่ต่างกัน
             
ใครก็ตามที่กล่าวว่า...พี่โย่ง ลูกพี่กูเฟ้ย...เป็นเอกสิทธิ์ที่กล่าวอ้างให้ความภาคภูมิใจ
           
ใครก็ตามที่กล่าวว่า...พี่หนู ลูกพี่กูนะ...มันเข้มข้นกว่า มันสัมผัสได้ถึงรสชาติแห่งความทระนง ลูกผู้ชายน้อยกว่านี้ได้อย่างไร
               
ลูกน้องกราบพี่โย่งแล้วไว้บนหิ้ง แต่กับพี่หนู ไหว้แล้วขอนั่งข้างๆ ให้พี่หนูสั่งสอนวิถีลูกผู้ชาย (สมัยหนุ่มๆ ต้องถึงเช้า ไม่เห็นจีวรเหลืองๆ พระบิณฑบาตไม่เลิก)
               
คนที่นับถือตัวเอง จะเรียกใครว่าเป็น ''ลูกพี่'' ได้สักกี่คน และจะมีคนสักกี่คนที่มีคุณสมบัติเป็นลูกพี่คนได้มากมาย
                   
''หนู'' ธราวุธ นพจินดา เป็นลูกพี่ของลูกน้องมาตลอดชีวิต นับแต่วัยเด็ก จนวันสุดท้ายของชีวิต
                     
เมื่อหนูแต่งงาน มีลูกมีเมีย เขาก็เป็น ''แฟมิลี่แมน'' ที่น่ารัก เป็นสามีที่รักเกรงใจภรรยา เป็นพ่อที่ทำทุกอย่าง ทำงานหนัก เก็บเงินไว้เพื่อลูกเสมอ
                 
เวลาชีวิตของหนูแบ่งให้กับ งาน ลูกเมีย เล่นกีฬา และเป็นลูกพี่ที่มีเพื่อนมีลูกน้องหลากรุ่นล้อมรอบด้วยความเฮฮาหฤหรรษ์ ที่เขาขอกับภรรยาว่า...นี่คือความสุขของเขา
                 
เมื่อมีอายุมากขึ้น เขาก็ทอนเวลา ความสุขส่วนตัวน้อยลงไปเรื่อยๆ เพื่อสุขภาพตัวเองและความสบายใจของภรรยาอันเป็นที่รัก
                 
คนเราเกิดมา สร้างตัวตน ให้คนรอบตัวรักในสถานะที่แตกต่างถึงปานนี้ ไยจะต้องพิสูจน์อะไรอีก
             
วิถีชีวิตของหนู สองสามปีที่ผ่านมาเขามีความสุขอย่างยิ่ง กับการได้มาเป็นเฟืองสำคัญในการบุกเบิกสถานีกีฬาสตาร์ซอคเก้อร์ทีวี ในเครือสยามสปอร์ตฯ อย่างเต็มตัว อันเสมือนการได้กลับบ้านคืนสู่เหย้า เป็นทั้งครู ทั้งรุ่นพี่ ลูกพี่ของเด็กรุ่นใหม่
             
เป็นทั้งความอบอุ่นใจของคนสายเลือดเดียวกันที่มี ''พี่หนู'' ของพวกเขาใกล้ๆ ตัว
               
แต่ก็นั่นแหละครับ กำหนดแห่งชีวิต พรหมลิขิตขีดเส้นชะตากรรมไว้ ใครเล่าจะคาด
               
เมื่อสิบห้าปีก่อน ที่โย่งจากไปด้วยหัวใจวายเฉียบพลัน ผมรู้สึก สวรรค์ไม่มีตา ฟ้าไม่มีน้ำใจ
                 
คนดี คนอันเป็นที่รักพรากเขาไปทำไมจากโลกนี้ในวัยเพียง 44
               
หากมาถึงวันเวลาของ ''หนู'' ธราวุธ นพจินดา ที่จากโลกนี้ไปด้วยอาการไม่แตกต่างไปกว่าพี่ชายเลยสักนิด หัวใจวายเฉียบพลัน ในวัย 56 ผมก็ยังรู้สึกไม่แตกต่างกับความเจ็บช้ำ คับแค้นฟ้า สวรรค์ไม่มีตา
               
หนูเอ๋ย...ทำไมช่างเดินตามรอยพี่ชายถึงปานนั้น
               
ลูกผู้ชายหัวใจเสริมใยเหล็ก วลีนี้ทำไมใช้ไม่ได้กับหนูนะ
                 
แต่ให้รู้เถอะว่า หัวใจของหนูถึงมันจะพอใจหยุดแค่นี้ หากทุกอณูคือเนื้อเยื่อแห่งทระนงลูกผู้ชายที่หนูพิสูจน์ยามมีลมหายใจมาแล้วทั้งสิ้น
                   
ทิ้งกังวล ทิ้งเรื่องราวของโลกนี้ไป อย่าห่วงลูกเมีย หนูยังมีคนอันเป็นที่รักมากมายที่ดูแลของรักของหนู ให้สุขสบาย
               
ภาพวันที่ลอยอังคารโย่ง ฝากสายน้ำสายลมกลางทะเล ผมยืนชิดติดกับหนูที่ท้ายเรือ ช่วยกันค่อยๆ ปล่อยเถ้าอัฐิสีขาวผ่านกลีบดอกกุหลาบสีแดงที่โรยลอยบนผิวน้ำ ที่เป็นผงก็ขุ่นขาวอ้อยอิ่ง ที่เป็นชิ้นเล็กๆ ก็วะวับลงไปอย่างรวดเร็ว
                 
คืนวันจาก สะอื้นไห้ อีกเจ็ดวันก็ไหว้ร่างในโลง พาส่งคืนกลับมาดรแห่งธรรมชาติ มองดูควันบนยอดเมรุ แล้วที่สุดก็เหลือเพียงกองเถ้าอัฐิ ที่ปล่อยวางไปกับมือสู่แม่พระสมุทร...ไม่เหลืออะไรเลย นอกจากความทรงจำ
                 
ภาพนั้นย่อมเหมือนภาพซ้ำไม่ผิดเพี้ยน เปลี่ยนเพียงไม่มีหนูบนเรือ และเป็นพวกเราที่ไปส่งหนู สุดที่จะส่งได้อีกแล้ว
                     
พี่ก็ส่ง น้องก็ส่ง สุดสายที่ปลายมือ ผมคงร้าวใจ แล้วเข้าใจอนิจจังแห่งชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ
                 
เราเพียงยืมเวลามาโลดแล่น ยืมมากยืมน้อยก็แค่ยืม แล้วก็คืนไปเมื่อหมดเวลาของตัวเอง
                 
พี่รักหนูดุจน้องชายแท้ๆ นับถือน้ำใจทระนงของหนู ที่เกิดมาเพื่อเป็น ''ลูกพี่'' ของใครต่อใคร
               
ฝากความคิดถึงไปยังโย่งและแม่อุไรด้วยนะ
             
สักวัน เราคงได้พบกัน

                                                               ยอดทอง
                                                       ยอดชาย ขันธะชวนะ

No comments:

Post a Comment